| เชิญร่วมงานสัมมนา Business Opportunities: Thailand-Peru FTA 04 กุมภาพันธ์ 2553 |
|
|
Business Opportunities: Thailand-Peru FTA
ความเป็นมา “ศูนย์ศึกษาการค้าอาเซียนและลาตินอเมริกา” (The SEA-LAC Trade Center) หนึ่งในศูนย์วิจัยของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย มีเป้าหมายในการเป็นศูนย์กลางความร่วมมือในด้านการค้าการลงทุนระหว่างประเทศในเขตเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และประเทศในกลุ่มลาตินอเมริกาและกลุ่มประเทศแถบคาริบเบียน ซึ่งหนึ่งในเป้าหมายของศูนย์ฯ คือการนำเสนอความรู้เกี่ยวกับการค้าและลงทุนในประเทศลาตินอเมริกาให้แก่ภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคการศึกษา และประชาชนทั่วไป ดังนั้นทางศูนย์ฯ จึงจัดโครงการสัมมนาต่อเนื่องในชื่อว่า SEA-LAC Talk ซึ่งเนื้อหาในการสัมมนาจะเกี่ยวกับการค้าการลงทุนในอาเซียนและลาตินอเมริกา ในหลายๆมุมมอง โดยจะเชิญวิทยากรผู้มีประสบการณ์ทางการค้าการลงทุนในกลุ่มประเทศอาเซียน และ ลาตินอเมริกาในหลายๆ อุตสาหกรรม มาพูดคุย ออกความเห็น และให้ความรู้กับบุคคลที่สนใจ การสัมมนาในครั้งนี้ได้รับความร่วมมือจาก สถานทูตเปรูประจำประเทศไทย กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ และสำนักผู้แทนการค้าไทย ซึ่งหัวข้อนำเสนอ คือ “Business Opportunities for Trade and Investment in ประเทศเปรู หรือ สาธารณรัฐเปรู มีประชากรอยู่ประมาณ 30 ล้านคน เป็นประเทศที่มีขนาดพื้นที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 ในทวีปอเมริกาใต้ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของทวีป ระหว่างมหาสมุทรแปซิฟิก ที่ราบสูง Andean และลุ่มแม่น้ำอเมซอน เป็นที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ที่มีเขตแดนติดต่ออกับประเทศเพื่อนบ้านถึง 5 ประเทศ จึงเป็นประเทศที่เหมาะสมที่สุดที่จะเป็นช่องทางกระจายสินค้าไทยไปยังประเทศต่างๆ ในภูมิภาคอเมริกาใต้ ซึ่งมีประชากรรวมกันมากกว่า 390 ล้านคน เปรูเป็นประเทศที่มีความอุดมสมบูรณ์ ไม่ว่าทางด้านทรัพยากร แร่ธาตุและประมง โดยภาคเศรษฐกิจที่สำคัญของเปรูได้แก่ เหมืองแร่ เปรูเป็นประเทศผู้ผลิตแร่ธาตุรายใหญ่ของโลก เช่น ทองแดง (อันดับ 3 ของโลก) ตะกั่ว (อันดับ 4 ของโลก) เงิน (อันดับ 1 ของโลก) สังกะสี (อันดับ 3 ของโลก) ดีบุก (อันดับ 3 ของโลก) รวมทั้งน้ำมันและ ก๊าซธรรมชาติ ประมง ทิศตะวันตกทั้งหมดของเปรูติดชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกซึ่งมีความยาวกว่า 3,000 กิโลเมตร ทำให้เอื้ออำนวยต่อการประมง โดยเปรูเป็นผู้ส่งออกปลาป่นและน้ำมันปลาอันดับ 1 ของโลก นอกจากนี้ อุตสาหกรรมอาหารทะเลแปรรูป โดยเฉพาะอาหารทะเลแช่แข็งก็เริ่มมีความสำคัญในตลาดโลกเพิ่มมากขึ้น เกษตรกรรม ด้วยสภาพภูมิอากาศเขตร้อน เปรูมีผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรที่สำคัญ ได้แก่ มะม่วง องุ่น มันฝรั่ง ข้าวโพด โกโก้ น้ำตาล อาร์ติโชค อโวคาโด โดยเฉพาะแอสพารากัส กล้วย และกาแฟออร์แกนนิค (ส่งออกอันดับ 1 ของโลก) และปาปริก้า (ส่งออกอันดับ 2 ของโลก) ป่าไม้ เปรูมีบริเวณพื้นที่ป่าธรรมชาติ (ป่าอเมซอน) ขนาด 78.8 ล้านเฮกตาร์ ใหญ่เป็นอันดับ 2 ในภูมิภาคอเมริกาใต้ มีศักยภาพในการส่งออกไม้และผลิตภัณฑ์จากไม้กว่า 3 พันล้านเหรียญสหรัฐต่อปี สิ่งทอ เปรูเป็นผู้ผลิตเส้นใยอัลปาคา (Alpaca fiber) และวีคูนา (Vicuna fiber) รายใหญ่ที่สุดของโลก รวมทั้งเป็นผู้ผลิตพิมา คอตตอน (Pima cotton) ที่มีคุณภาพเป็นที่ยอมรับ ท่องเที่ยว เปรูเป็นแหล่งวัฒนธรรมและมีแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติ เช่น มาชูปิชู ทะเลสาบติติคาคา โดยมีรายได้จากการท่องเที่ยวในปี 2551 จำนวน 2,395 ล้านเหรียญสหรัฐ ปัจจุบัน เปรูมีบทบาทสำคัญในเศรษฐกิจระดับภูมิภาค โดยเปรูเป็นสมาชิกของกลุ่มประชาคมแอนดีน (Andean Community) ซึ่งประกอบด้วยประเทศสมาชิกอื่นๆ อีก 3 ประเทศ คือ โบลิเวีย โคลัมเบีย และเอกวาดอร์ รวมทั้งเป็นสมาชิกสมทบของกลุ่ม MERCOSUR (บราซิล อาร์เจนตินา ปารากวัย อุรุกวัย และเวเนซุเอลา) กลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิก (APEC) สมาคมการรวมกลุ่มประเทศลาตินอเมริกา (LAIA) และทำความตกลงการค้าเสรีระดับทวิภาคี (FTA) กับประเทศต่างๆ เช่น ชิลี สหรัฐอเมริกา สิงคโปร์ แคนาดา จีน รวมทั้งประเทศไทย (คาดว่าจะมีผลบังคับใช้ในปี 2553) และอยู่ระหว่างการเจรจากับเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และออสเตรเลีย เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2552 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีไทย และ นายอลัน การ์เซีย ประธานาธิบดีเปรู ร่วมเป็นสักขีพยานพิธีลงนามข้อตกลงทางการค้า โดยเป็นการลงนามระหว่างนายอลงกรณ์ พลบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ กับ นายมาร์ติน เปเรส รัฐมนตรีการค้าต่างประเทศและการท่องเที่ยวเปรู โดยเปรูถือเป็นประเทศแรกในละตินอเมริกาที่ทำข้อตกลง FTA กับไทย ขณะที่ไทยก็เป็น 1 ใน 2 ประเทศแรกในเอเชีย นอกเหนือจากสิงคโปร์ ที่มีข้อตกลงดังกล่าวกับเปรู ภายใต้ พิธีสารฉบับนี้ ไทยและเปรูตกลงจะยกเลิกภาษีนำเข้าสินค้าระหว่างกันประมาณร้อยละ 70 ของรายการสินค้าทั้งหมด ที่มีประมาณ 5,600-5,900 รายการ โดยคาดว่าจะเริ่มมีผลบังคับใช้ภายในไตรมาส 1 ปี 2554 สำหรับสินค้าที่ไทยจะได้รับประโยชน์ จากการส่งออกไปเปรู เช่น รถกระบะ ชิ้นส่วนยานยนต์ พลาสติก เครื่องใช้ไฟฟ้า ยางและผลิตภัณฑ์ เป็นต้น ส่วนสินค้าที่ไทยจะยกเลิกภาษีให้เปรู ส่วนใหญ่เป็นวัตถุดิบที่ไทยต้องนำเข้าอยู่แล้ว และมีความพร้อมที่จะแข่งขัน เช่น สินแร่ น้ำมันปลา อาหารทะเลแช่แข็ง ขณะที่สินค้าไทยที่ยังไม่มีความพร้อม เช่น ปลาป่น ไทยจะยังไม่ลดภาษี ซึ่งในปี 2551 ที่ผ่านมารัฐบาลได้อนุมัติงบประมาณ 12.8 ล้านบาท ให้ผู้ประกอบการไทยนำไปพัฒนาคุณภาพปลาป่น หากในอนาคตจะต้องเปิดตลาดให้เปรู ก็น่าจะสามารถแข่งขันได้ วัตถุประสงค์ 1. เพื่อให้ผู้ประกอบการค้าในกลุ่มประเทศอาเซียนได้เห็นถึงโอกาสในการทำการค้าการลงทุนกับประเทศเปรู 2. เพื่อให้ภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคการศึกษา และประชาชนทั่วไป มีความเข้าใจถึงประโยชน์ที่จะได้รับจากข้อตกลงทางการค้า FTA ระหว่างไทย และเปรู 3. เพื่อส่งเสริมให้เกิดการค้าการลงทุนระหว่างประเทศในกลุ่มอาเซียนกับประเทศเปรู ผู้เข้าร่วมสัมมนา ประมาณ 40-60 คน ประกอบด้วย นักธุรกิจ นักวิชาการ นักศึกษา สื่อมวลชน บุคคลทั่วไปที่สนใจทั้งภาครัฐและเอกชน รายละเอียดของการจัดงาน วัน-เวลา: วันพฤหัสบดีที่ 11 กุมภาพันธ์ 2553 เวลา 9.30– 12.00 น. สถานที่: ห้อง 3 อาคาร 7 ชั้น 12 มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย 9:30-10:00 น. ลงทะเบียน 10:00-10:10 น. กล่าวเปิดงานสัมมนา โดย ดร.จักรกรินทร์ ศรีมูล ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าอาเซียนและลาตินอเมริกา (The 10:10-10.30 น. Presentation” Business Opportunities with โดย H.E. Carlos M. Velasco เอกอัครราชทูตเปรูประจำประเทศไทย 10:30-11:45 น. “SEA-LAC Talk: Business Opportunities for Trade and Investment in โดย คุณสุนันทา กังวาลกุลกิจ ผู้อำนวยการสำนักอเมริกาและแปซิฟิก กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ คุณกรกฎ ผดุงจิตต์ กรรมการสภาอุตสาหกรรม คุณ ธเนศ เฉลิมวงศาเวช ผู้จัดการส่งออก บริษัท Siam Cement Group 11:45-12.00 น. เปิดโอกาสซักถาม และสรุปการสัมมนา
Tag Search : FTA Business Peru ผู้ประกาศ/ที่มา : กองประชาสัมพันธ์ |