
ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคและดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทยประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2569 พบว่าดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวมอยู่ที่ระดับ 53.7 ปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 และสูงสุดในรอบ 9 เดือนนับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2568 ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทยอยู่ที่ 44.5 โดยมีการแถลงข่าวเมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2569 ณ ห้องประชุม 1 อาคารสัญลักษณ์ ชั้น 15 มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย
การแถลงข่าวครั้งนี้นำโดย รศ.ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ ร่วมด้วย ผศ.ดร.วชิร คูณทวีเทพ รองอธิการบดีฝ่ายยุทธศาสตร์และรักษาการคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ อาจารย์อุมากมล สุนทรสุรัติ ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ อาจารย์วิเชียร แก้วสมบัติ ผู้ช่วยผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจและผู้อำนวยการสถาบันยุทธศาสตร์การค้า และอาจารย์วาทิตร รักษ์ธรรม ผู้ช่วยผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ
อาจารย์อุมากมล สุนทรสุรัติ วิเคราะห์ว่าวิกฤติภูมิรัฐศาสตร์ตะวันออกกลางส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคการท่องเที่ยวไทย เนื่องจากนักท่องเที่ยวจากยุโรปและตะวันออกกลางลดลงทันที ขณะที่ภาคการส่งออกต้องเผชิญกับค่าระวางเรือที่สูงขึ้น หากสงครามยืดเยื้อเป็นเวลา 3 เดือน คาดการณ์ว่า GDP ของไทยอาจลดลงถึง -1.1% จากราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่พุ่งสูงขึ้น
อาจารย์วิเชียร แก้วสมบัติ กล่าวว่า “การวิเคราะห์ใน 3 ฉากทัศน์ของผลกระทบจากการโจมตีอิหร่านของสหรัฐ-อิสราเอล ชี้ให้เห็นว่า GDP ไทยอาจลดลงในช่วง 0.35% ถึง 2.31% ตามระดับความรุนแรงของสถานการณ์ โดยกรณีเลวร้ายที่สุดอาจทำให้เศรษฐกิจไทยติดลบจากต้นทุนพลังงานที่พุ่งสูงและการส่งออกที่หดตัว” ทั้งนี้ ศูนย์พยากรณ์ฯ เสนอมาตรการรับมือ ได้แก่ การทยอยปรับเพดานราคาดีเซลเป็น 35 บาทต่อลิตร การลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน 3-5 บาท การเจรจาลดค่าการกลั่น การรณรงค์ประหยัดพลังงานให้ได้ 20% และการเพิ่มสัดส่วนไบโอดีเซล B10/B20 เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศ















