
เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2569 รองศาสตราจารย์ ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ พร้อมด้วยอาจารย์อุมากมล สุนทรสุรัติ ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ เปิดเผยผลสำรวจ “พฤติกรรมการใช้จ่ายและผลกระทบของผู้ปกครองในช่วงเปิดเทอม ปีการศึกษา 2569” จากกลุ่มตัวอย่าง 1,250 รายทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 26 เมษายน – 2 พฤษภาคม 2569
ผลสำรวจพบว่า เงินสะพัดช่วงเปิดเทอมปีนี้อยู่ที่ 66,372.50 ล้านบาท เติบโต 6.00% จากปีก่อน และถือว่าสูงที่สุดนับตั้งแต่เริ่มสำรวจในรอบ 17 ปี โดยค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อครัวเรือนอยู่ที่ 29,930 บาท ซึ่งมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจนตามประเภทของสถานศึกษา ตั้งแต่โรงเรียนรัฐบาลห้องปกติ 10,975 บาท โรงเรียนรัฐบาลห้องพิเศษ 33,874 บาท โรงเรียนเอกชนภาคปกติ 31,040 บาท และสูงสุดคือโรงเรียนเอกชนสองภาษาที่ 52,660 บาท
ทั้งนี้ ผู้ปกครองเกือบครึ่งหนึ่ง หรือ 48.3% ระบุว่ามีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นจากปีก่อน โดยมีสาเหตุหลักจากราคาสินค้าที่ปรับตัวสูงขึ้น การซื้อสินค้ามากขึ้น และราคาน้ำมันที่แพงขึ้น ขณะที่สินค้าที่ถูกมองว่าปรับราคาสูงขึ้นอย่างชัดเจน ได้แก่ รองเท้าและถุงเท้านักเรียน (52.4%) ชุดนักเรียน (50.4%) และอุปกรณ์การเรียน (44.8%)
ในด้านสถานะทางการเงิน พบว่า ผู้ปกครอง 72.9% มีเงินเพียงพอต่อค่าใช้จ่ายในช่วงเปิดเทอม ขณะที่ 27.1% ระบุว่ามีเงินไม่เพียงพอ โดยเลือกใช้วิธีแก้ไขปัญหาด้วยการกู้เงินในระบบ (26.0%) การจำนำทรัพย์สิน (21.7%) และการยืมจากญาติพี่น้อง (15.7%) นอกจากนี้ เกือบครึ่งหนึ่งของผู้ปกครองยังเห็นว่าภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันส่งผลกระทบอย่างมากต่อค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา จึงปรับตัวด้วยการลดค่าใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยว ค่าใช้จ่ายส่วนตัว และค่าอาหาร เพื่อรักษาค่าเล่าเรียนของบุตรหลานเป็นลำดับแรก
สำหรับพฤติกรรมการซื้อสินค้า พบว่า ผู้ปกครองส่วนใหญ่ยังคงต้องซื้อหนังสือเรียนใหม่ทั้งหมด (84.4%) และรองเท้า/ถุงเท้านักเรียนใหม่ทั้งหมด (61.4%) ขณะที่สินค้าอื่น เช่น อุปกรณ์การเรียน ชุดนักเรียน และกระเป๋านักเรียน มีแนวโน้มซื้อใหม่เพียงบางส่วน หรือหันมาใช้ของเดิมมากขึ้น สะท้อนถึงการปรับตัวเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายในครัวเรือน
ขณะเดียวกัน ผู้ปกครองยังมีข้อเสนอแนะต่อภาครัฐ โดยต้องการให้มีมาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติม ได้แก่ การเพิ่มสิทธิ์ลดหย่อนภาษีด้านการศึกษา (36.9%) การสนับสนุนเงินอุดหนุนโดยตรง (34.5%) การอุดหนุนค่าเดินทางนักเรียน (21.9%) และการควบคุมราคาสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา (6.7%)

















