
หนี้ครัวเรือนไทยปี 2569 เฉลี่ย 794,945 บาท โครงสร้างหนี้เปลี่ยนเข้าสู่ระบบมากขึ้น
ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจสถานภาพหนี้ครัวเรือนไทย ปี 2569 พบว่า ครัวเรือนไทยร้อยละ 91.8 มีภาระหนี้สิน โดยมีหนี้เฉลี่ย 794,945.49 บาทต่อครัวเรือน และมีภาระผ่อนชำระเฉลี่ย 21,935.31 บาทต่อเดือน
อาจารย์อุมากมล สุนทรสุรัติ ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ ระบุว่า โครงสร้างหนี้ของประชาชนมีการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน โดยกลุ่มที่มีเฉพาะหนี้ในระบบเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 72.0 จากร้อยละ 50.9 ในปี 2568 ขณะที่กลุ่มที่มีเฉพาะหนี้นอกระบบลดลงจากร้อยละ 15.4 เหลือร้อยละ 5.0 และกลุ่มที่มีทั้งหนี้ในระบบและนอกระบบลดลงจากร้อยละ 33.7 เหลือร้อยละ 23.0
ประเภทหนี้ที่พบมากที่สุด ได้แก่ บัตรเครดิต ร้อยละ 55.1 สินเชื่อส่วนบุคคล ร้อยละ 45.8 สินเชื่อยานพาหนะ ร้อยละ 41.9 สินเชื่อธุรกิจ ร้อยละ 33.6 และสินเชื่อที่อยู่อาศัย ร้อยละ 27.2
อีกประเด็นที่น่าจับตาคือหนี้จากบริการ Buy Now Pay Later หรือ BNPL ซึ่งเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 14.2 จากร้อยละ 6.2 ในปี 2568 สะท้อนบทบาทที่เพิ่มขึ้นของสินเชื่อรูปแบบใหม่ในพฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้บริโภค
สำหรับการนำเงินกู้ไปใช้ พบว่าครัวเรือนที่ใช้สินเชื่อส่วนบุคคลและบัตรเครดิตนำเงินไปใช้เพื่อการอุปโภคบริโภคมากที่สุด ร้อยละ 23.6 รองลงมาคือการซื้อสินค้าคงทน ร้อยละ 21.8 ซื้ออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ร้อยละ 13.5 และนำไปชำระหนี้เดิม ร้อยละ 12.1
ขณะที่กลุ่มที่ก่อหนี้เพื่อประกอบธุรกิจ ร้อยละ 57.2 ระบุว่านำเงินไปใช้เป็นทุนหมุนเวียนหรือเสริมสภาพคล่อง เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 32.5 ในปี 2568 สะท้อนแรงกดดันด้านสภาพคล่องของภาคธุรกิจครัวเรือนที่เพิ่มขึ้น
เมื่อประเมินสถานะทางการเงินเทียบกับปีก่อน ร้อยละ 53.0 ระบุว่าสถานะทางการเงินแย่ลงถึงแย่ลงมาก ขณะที่มีเพียงร้อยละ 2.0 ที่ระบุว่าดีขึ้นมาก
รองศาสตราจารย์ ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ ให้ความเห็นว่า ภาพรวมดังกล่าวสอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจที่ยังฟื้นตัวไม่เด่นชัด รายได้ของประชาชนและภาคธุรกิจเพิ่มขึ้นไม่มาก หลายครัวเรือนจึงต้องพึ่งพาสินเชื่อเพื่อประคองสภาพคล่อง ขณะที่ภาระค่าครองชีพ โดยเฉพาะต้นทุนด้านพลังงาน ยังคงกดดันกำลังซื้อและความสามารถในการชำระหนี้ของประชาชนอย่างต่อเนื่อง















