
ศูนย์พยากรณ์ฯ เผยสงกรานต์ 2569 ประชาชนยังให้ความสำคัญกับเทศกาลสงกรานต์ แต่รัดเข็มขัด ส่งผลเงินสะพัดหด 3.7% ราคาน้ำมันฉุดคนไทยใช้จ่ายน้อยลง ผู้ประกอบการครึ่งหนึ่งรายได้ถดถอย
เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2569 รองศาสตราจารย์ ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ พร้อมด้วย อาจารย์วิเชียร แก้วสมบัติ ผู้อำนวยการสถาบันยุทธศาสตร์การค้า ชี้ว่าการที่น้ำมันมีราคาแพงสูงขึ้น ไม่ได้กระทบแค่ค่าน้ำมันเติมรถเท่านั้น แต่ยังลามไปทั่วระบบเศรษฐกิจ เพราะทุกอุตสาหกรรมต้องใช้การขนส่งและพลังงานเป็นต้นทุน ผลการวิเคราะห์พบว่าราคาสินค้าโดยรวมจะแพงขึ้น 4.56% และคนไทยจะมีเงินใช้จ่ายลดลงรวมกันราว 97,520 ล้านบาท ขณะที่เศรษฐกิจไทยโดยรวมอาจหดตัวระหว่าง 1.07% ถึง 3.24% ขึ้นอยู่กับว่าความขัดแย้งระหว่างสหรัฐกับอิหร่าน จะจบเร็วหรือมีความยืดเยื้อ
ที่น่ากังวลคือ ขณะนี้ไทยกำลังเข้าใกล้ภาวะที่เศรษฐกิจเติบโตช้า ในขณะที่ราคาสินค้าแพงขึ้นพร้อมกัน ซึ่งแก้ยากกว่าวิกฤตปกติมาก GDP คาดว่าจะเติบโตได้เพียงราว 1.5% ในขณะที่เงินเฟ้อมีโอกาสพุ่งถึง 4–5% หากสถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย รัฐบาลจึงต้องเร่งแก้ปัญหาตั้งแต่ตอนนี้ ก่อนที่จะสายเกินไป
สำหรับข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย ในด้านน้ำมัน รัฐควรอุดหนุนผู้ประกอบการขนส่งตามจำนวนเที่ยวที่วิ่งจริง พร้อมมีระบบจับคู่รถเพื่อลดการวิ่งรถเปล่า ด้านไฟฟ้า เร่งเปิดโรงไฟฟ้าแม่เมาะ เพิ่มกำลังการผลิตอีก 600 เมกะวัตต์ และบริหารค่าไฟไม่ให้พุ่งซ้ำเติมต้นทุนอีก ด้านพลาสติก หาแหล่งวัตถุดิบทดแทนจากประเทศอื่น และจัดลำดับความสำคัญการใช้งาน โดยให้ความสำคัญกับยา น้ำเกลือ ถุงมือแพทย์ อาหาร และบรรจุภัณฑ์ก่อน ด้านปุ๋ย รัฐควรรีบทำสัญญาซื้อล่วงหน้าก่อนที่ราคาจะปรับเพิ่มขึ้นอีก ตรึงราคาไว้ไม่ให้เพิ่มเกิน 20% โดยรัฐรับภาระส่วนต่าง และแนะเกษตรกรใช้ปุ๋ยในอัตรา 1 ใน 4 ซึ่งผลการศึกษาของ FAO ระบุว่ายังสามารถรักษาผลผลิตได้ราว 85%
ด้าน อาจารย์อุมากมล สุนทรสุรัติ ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ เปิดเผยผลสำรวจพฤติกรรมผู้บริโภคช่วงสงกรานต์ 2569 จำนวน 1,280 ราย พบเงินสะพัดอยู่ที่ 129,649 ล้านบาท หดตัว 3.7% จากปีก่อน นับเป็นการหดตัวครั้งแรกตั้งแต่ฟื้นตัวหลังโควิด-19 โดยประชาชน 23.7% ระบุว่าราคาน้ำมันที่แพงขึ้นคือสาเหตุหลักที่ทำให้ใช้จ่ายน้อยลง และ 45.7% ซื้อสินค้าน้อยลงกว่าปีที่แล้ว แม้คนไทยกว่า 67% ยังคงวางแผนออกไปท่องเที่ยวหรือทำกิจกรรม แต่ส่วนใหญ่เลือกเที่ยวในจังหวัดที่ตนอยู่แทนการเดินทางไกล สะท้อนพฤติกรรมประหยัดค่าเดินทาง
ด้านผู้ประกอบการในภาคท่องเที่ยวและบริการ และธุรกิจเกี่ยวเนื่อง 860 รายที่สำรวจ พบว่า 48.3% คาดว่ารายได้จะลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่ 59.1% ระบุว่าปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะราคาน้ำมันและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ส่งผลเชิงลบต่อธุรกิจ และ 45.3% มองว่าบรรยากาศเทศกาลปีนี้คึกคักน้อยกว่าปี 2568 ผู้ประกอบการเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาพลังงาน ลดต้นทุนการดำเนินงาน และเพิ่มสภาพคล่องให้ SME อย่างเร่งด่วน ขณะที่ประชาชนกว่า 80% คาดว่าเศรษฐกิจจะยังแย่ลงต่อเนื่องในช่วง 3 เดือนข้างหน้า













