
เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 รองศาสตราจารย์ ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ พร้อมด้วยผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วชิร คูณทวีเทพ รองอธิการบดีฝ่ายยุทธศาสตร์ และอาจารย์วาทิตร รักษ์ธรรม ผู้ช่วยผู้อำนวยการศูนย์ฯ ร่วมแถลงผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค และดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทย ประจำเดือนมกราคม 2569 ณ ห้องประชุมสภามหาวิทยาลัยหอการค้าไทย
ผลสำรวจพบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวมอยู่ที่ 46.4 ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสในการหางานทำอยู่ที่ 50.5 และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคตอยู่ที่ 61.6 สะท้อนมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า
ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวมอยู่ที่ 52.8 ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในปัจจุบันอยู่ที่ 36.3 และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในอนาคตอยู่ที่ 60.9 แสดงให้เห็นว่าผู้บริโภคยังมีความกังวลต่อสถานการณ์ปัจจุบัน แต่มีความหวังต่อแนวโน้มเศรษฐกิจในอนาคตมากขึ้น
ด้านดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทยเดือนมกราคม 2569 อยู่ที่ระดับ 44.4 โดยได้รับแรงสนับสนุนจากเสถียรภาพทางการเมืองภายหลังการยุบสภา การส่งออกที่เพิ่มขึ้น สถานการณ์บริเวณชายแดนไทย–กัมพูชาที่ยุติลงตั้งแต่ปลายปี 2568 รวมถึงมาตรการปรับโครงสร้างหนี้ที่ช่วยบรรเทาปัญหาเศรษฐกิจในปัจจุบัน
นอกจากนี้ รองศาสตราจารย์ ดร.ธนวรรธน์ ยังได้สรุปดัชนีความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจ SMEs ประจำไตรมาส 4/2568 โดยระบุว่า ภาพรวมเศรษฐกิจบางภาคส่วนยังไม่มีความโดดเด่นมากนัก โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการ SME ที่ยังเผชิญข้อจำกัดหลายด้าน
ประเด็นสำคัญคือ รัฐบาลควรเร่งสนับสนุนให้ SME เข้าถึงแหล่งสินเชื่อได้ง่ายขึ้น ทั้งในด้านเงื่อนไข วงเงิน และกระบวนการอนุมัติ หากมีมาตรการค้ำประกันสินเชื่อหรือกลไกช่วยลดความเสี่ยงให้สถาบันการเงิน จะช่วยเพิ่มความมั่นใจให้ธนาคารในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น
มาตรการดังกล่าวยังอาจช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) เนื่องจากปัจจุบันผู้ประกอบการส่วนใหญ่กู้เงินเพื่อนำไปเสริมสภาพคล่องและพยุงธุรกิจ มากกว่าการลงทุนเพื่อขยายกิจการในอนาคต สะท้อนว่าความเชื่อมั่นต่อการลงทุนระยะยาวยังอยู่ในระดับจำกัด
ดังนั้น ในระยะต่อไปควรส่งเสริมการลงทุนด้านเทคโนโลยีและการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตของ SME เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน หาก SME ในทุกภาคส่วนสามารถปรับตัว พัฒนาระบบ และเข้าถึงสินเชื่อได้อย่างเหมาะสม จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวและเติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว





















