
เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2569 ณ ห้องประชุมสภามหาวิทยาลัยหอการค้าไทย รองศาสตราจารย์ ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ พร้อมด้วย อาจารย์วิเชียร แก้วสมบัติ ผู้อำนวยการสถาบันยุทธศาสตร์การค้า และผู้ช่วยผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ร่วมแถลงประมาณการเศรษฐกิจไทย ปี 2569 (กันยายน 2569)
ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 โดยคาดว่า GDP ไทยจะขยายตัว 2.5% เพิ่มขึ้นจากประมาณการเดิมที่ 2.0% ขณะที่ การส่งออกคาดว่าจะขยายตัว 17.8% เพิ่มขึ้นจากเดิมที่คาดไว้ 8.8% และ การลงทุนภาคเอกชนคาดว่าจะขยายตัว 10.8% เพิ่มขึ้นจากประมาณการเดิมที่ 3.9%
อิเล็กทรอนิกส์–AI–Data Center เครื่องยนต์หลักเศรษฐกิจไทยปี 69
การปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจไทยในครั้งนี้ มีปัจจัยสนับสนุนสำคัญจาก การลงทุนภาคเอกชนที่เติบโตต่อเนื่องเป็นเวลา 5 ไตรมาสติดต่อกัน โดยเฉพาะการลงทุนใน AI และ Data Center ซึ่งกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของภาคการลงทุน
ขณะเดียวกัน ภาคการส่งออกยังเป็นอีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะ กลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ที่ได้รับอานิสงส์จากการขยายตัวของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและความต้องการสินค้าเกี่ยวเนื่องกับ AI ในตลาดโลก
อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยยังมีลักษณะเป็น “K-Shape” โดยผลประโยชน์จากการขยายตัวทางเศรษฐกิจยังคงกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มธุรกิจไฮเทคและบริษัทขนาดใหญ่ ขณะที่ SMEs ภาคครัวเรือน และอุตสาหกรรมดั้งเดิม ยังเผชิญกับภาวะชะลอตัวและกำลังซื้อที่ยังไม่ฟื้นตัวอย่างทั่วถึง
มองเศรษฐกิจไทยปี 70 โต 2.0–3.0% ส่งออกยังขยายตัว
สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 2570 ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย คาดว่า เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวในกรอบ 2.0–3.0% โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ซึ่งมีมูลค่ารวม ทะลุ 1 ล้านล้านบาทต่อเนื่องในช่วง 2–3 ปีที่ผ่านมา
ด้านการส่งออกสินค้า คาดว่าจะยังสามารถขยายตัวได้ในช่วง 5.4–9.4% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปคาดว่าจะอยู่ในช่วง 0.8–1.4% และจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติคาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 34–36 ล้านคน
อย่างไรก็ตาม ภาคธุรกิจยังต้องติดตามปัจจัยเสี่ยงอย่างใกล้ชิด ทั้งจาก ทิศทางเศรษฐกิจโลก ความผันผวนของการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ รวมถึงความสามารถในการฟื้นตัวของภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ SMEs และกำลังซื้อภายในประเทศ ซึ่งยังเป็นปัจจัยสำคัญต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป
















