
เทศกาลกินเจ ปี 2569 เงินสะพัด 46,913 ล้านบาท สูงสุดในรอบ 6 ปีจากราคาที่แพงขึ้น ขณะที่คนกินเจเหลือ 32%
ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจพฤติกรรมและการใช้จ่ายในช่วงเทศกาลกินเจ ปี 2569 ซึ่งจะเริ่มในวันที่ 10 ตุลาคม 2569 จากประชาชน 1,230 ตัวอย่าง และผู้ประกอบการ 680 ตัวอย่างทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 21–28 กันยายน 2569 ผลสำรวจคาดว่าจะมีเงินสะพัด 46,913 ล้านบาท ขยายตัว 2.2% จากปีก่อน และสูงสุดในรอบ 6 ปี แม้สัดส่วนผู้กินเจจะลดลง ปัจจัยหลักที่ทำให้มูลค่าการใช้จ่ายเพิ่มขึ้นคือราคาอาหารเจที่สูงขึ้น ไม่ใช่จำนวนผู้บริโภคหรือปริมาณการซื้อ
อาจารย์อุมากมล สุนทรสุรัติ ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจพบว่า ประชาชนตั้งใจจะกินเจในปีนี้ 32% ลดลงจาก 34% ในปี 2568 และเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 11 ปี ขณะที่ 68% ระบุว่าไม่ได้กินเจ โดยให้เหตุผลเศรษฐกิจไม่ดี 25.8% และอาหารเจแพง 11.3% สะท้อนให้เห็นกำลังซื้อของประชาชน และภาวะเศรษฐกิจ และราคาสินค้า ยังคงมีผลต่อการตัดสินใจของผู้บริโภคขณะที่ประชาชนที่เลือกกินเจ ระบุเหตุผลสำคัญ ได้แก่ ตั้งใจทำบุญ 19.7% รองลงมา กินเฉพาะช่วงเทศกาล 18.3% ต้องการลดการกินเนื้อสัตว์ 15.4% มีกินฟรีที่โรงเจ 10.4% และ กินเพื่อสุขภาพ 10.2%
ด้านพฤติกรรมการใช้จ่ายในช่วงเทศกาลกินเจเมื่อเปรียบเทียบกับปีก่อน พบว่า 49.8% จะใช้จ่ายใกล้เคียงเดิม ขณะที่ 33% จะใช้จ่ายเพิ่มขึ้น และ 17.2% จะใช้จ่ายลดลง
สำหรับกลุ่มที่คาดว่าจะใช้จ่ายเพิ่มขึ้น พบว่า 38.1% ระบุว่าเป็นผลจากราคาอาหารเจที่ปรับสูงขึ้น รองลงมา 22.6% รับประทานอาหารมากกว่าอาหารปกติ ส่วนกลุ่มที่คาดว่าจะลดการใช้จ่าย 46% ต้องการประหยัดค่าใช้จ่าย และ 19.8% ระบุว่าเป็นผลจากภาวะเศรษฐกิจไม่ดี
สำหรับผู้ประกอบการ ความเห็นเรื่องราคาสอดคล้องกับผู้บริโภค โดย 62.8% คาดว่าราคาสินค้าในช่วงเทศกาลจะสูงขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่เห็นว่าสูงขึ้นเล็กน้อย ขณะที่ 26.6% เห็นว่าจำนวนร้านและแผงจำหน่ายอาหารเจในพื้นที่ของตนลดลงจากปีก่อน สำหรับการใช้จ่ายของลูกค้า ผู้ประกอบการ 51.5% คาดว่าไม่เปลี่ยนแปลง 27.7% คาดว่าเพิ่มขึ้น กลุ่มที่คาดว่าเพิ่มขึ้นให้เหตุผลหลักว่าเป็นผลจากมาตรการกระตุ้นของภาครัฐ เช่น โครงการไทยช่วยไทยพลัส 56.3% ส่วนกลุ่มที่คาดว่าลดลงให้เหตุผลว่าภาวะเศรษฐกิจแย่ลง 48.2% มาตรการที่ผู้ประกอบการต้องการจากภาครัฐมากที่สุดคือการกระตุ้นเศรษฐกิจ 20.9% และการลดต้นทุนการประกอบธุรกิจ เช่น ค่าไฟฟ้าและน้ำมัน 15.4%
รองศาสตราจารย์ ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ กล่าวว่า แม้ผู้ตั้งใจกินเจจะลดลง แต่เม็ดเงินรวมยังขยายตัว เนื่องจากราคาสินค้าและอาหารเจปรับสูงขึ้น และค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคนเพิ่มขึ้นทำให้เทศกาลกินเจปี 2569 ยังคงมีเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจในระดับสูง โดยภาพรวม เทศกาลกินเจปีนี้มีเม็ดเงินหมุนเวียนเพิ่มขึ้นจากระดับราคาเป็นหลัก ขณะที่ความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจยังอยู่ในระดับต่ำ ผู้บริโภค 49.4% และผู้ประกอบการ 34.3% เห็นว่าภาวะเศรษฐกิจปี 2569 แย่กว่าปี 2568
ด้านอาจารย์วิเชียร แก้วสมบัติ ผู้อำนวยการสถาบันยุทธศาสตร์การค้า มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า จากการประเมินสถานการณ์น้ำท่วมในช่วงวันที่ 16 กันยายน–4 ตุลาคม 2569 พบว่า มีสถานการณ์น้ำท่วมเกิดขึ้นใน 47 จังหวัดและกรุงเทพมหานคร โดย ณ วันที่ 4 ตุลาคม 2569 ยังมีพื้นที่ประสบภัยน้ำท่วมใน 30 จังหวัดและกรุงเทพมหานคร รวม 31 พื้นที่ และมีระยะเวลาน้ำท่วมเฉลี่ยประมาณ 11 วัน
สำหรับผลกระทบต่อภาคเกษตร พบว่า มีพื้นที่ได้รับผลกระทบประมาณ 1.66 ล้านไร่ หรือคิดเป็น 1.1% ของพื้นที่เกษตรกรรมทั้งประเทศ แบ่งเป็นนาข้าวประมาณ 1.33 ล้านไร่ หรือราว 2.0–2.1% ของพื้นที่นาทั้งประเทศ ขณะที่ไม้ผลและไม้ยืนต้นได้รับผลกระทบประมาณ 96,000 ไร่ และพืชไร่–พืชผักประมาณ 246,000 ไร่
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหรือถูกน้ำท่วม ยังไม่ใช่ตัวเลขความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงทั้งหมด เนื่องจากต้องรอการสำรวจและประเมินความเสียหายจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอีกครั้ง
ส่วนภาคอุตสาหกรรม พบว่า มีนิคมอุตสาหกรรมได้รับผลกระทบ 1 แห่ง จากทั้งหมด 68 แห่ง หรือประมาณ 1.5% โดยเป็นการท่วมเฉพาะบางเฟส ขณะที่โรงงานได้รับผลกระทบประมาณ 34 แห่ง จากราว 5,000 โรงงาน หรือคิดเป็นประมาณ 0.7% สำหรับกรณีโรงงานผลิตรถยนต์ที่มีการหยุดการผลิตนั้น เป็นการหยุดชั่วคราวเพื่อบริหารจัดการสถานการณ์ และตัวโรงงานไม่ได้ถูกน้ำท่วม จึงยังไม่ถือเป็นความเสียหายโดยตรงจากน้ำท่วมทั้งหมด
อาจารย์วิเชียรกล่าวต่อว่า สำหรับการประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจจากสถานการณ์น้ำท่วมใน 31 พื้นที่ หากกำหนด กรณีฐาน (Base Case) โดยสมมุติให้สถานการณ์น้ำท่วมดำเนินต่อเนื่องประมาณ 14 วัน ระหว่างวันที่ 25 กันยายน–8 ตุลาคม 2569 คาดว่าจะเกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจประมาณ 22,500 ล้านบาท หรือคิดเป็น 0.11% ของ GDP
อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์คลี่คลายเร็วกว่ากรณีฐาน และสามารถบริหารจัดการน้ำได้ภายในระยะเวลาที่สั้นลง ความเสียหายทางเศรษฐกิจอาจลดลงเหลือประมาณ 17,000 ล้านบาท หรือ 0.09% ของ GDP
ในทางกลับกัน หากสถานการณ์น้ำท่วมยืดเยื้อและส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจเป็นเวลานาน ความเสียหายอาจเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 29,500 ล้านบาท หรือ 0.15% ของ GDP
ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามต่อจากนี้ คือ ระยะเวลาที่น้ำท่วมขัง การฟื้นตัวของภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรม และกิจกรรมทางเศรษฐกิจในพื้นที่ประสบภัย ซึ่งจะเป็นตัวแปรสำคัญต่อระดับความเสียหายทางเศรษฐกิจโดยรวม
















